ประเพณีชักพระ ทางภาคใต้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

ประเพณีชักพระ หรือ ประเพณีลากพระ ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านาน โดยมีการสันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดียตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ซึ่งจะนิยมเอาเทวรูปออกมาแห่กันในโอกาสต่างๆ ต่อมาพุทธศาสนิกชนก็ได้นำเอาความเชื่อดังกล่าวมาทำการดัดแปลง และ ทำการปรับปรุงให้มีความสอดคล้องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนานั่นเอง

ประเพณีชักพระ หรือ ประเพณีลากพระ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

เกิดขึ้นจากพระพุทธศาสนาได้มีการเผยแพร่มาจนถึงภาคใต้ของประเทศไทย และ ได้นำประเพณีชักพระเข้ามาด้วย ซึ่งประเพณีชักพระดังกล่าวยังมีความเป็นมาที่เล่ากันในเชิงพุทธะตำนานว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่าหิมพานต์ในกรุงสาวัตถีแล้วทรงเสด็จไปจำพรรษาณดาวดึงส์เพื่อทำการโปรดพุทธมารดา ซึ่งในขณะนั้นก็ได้ทรงจุติเป็นมหามายาเทพที่สถิตอยู่ที่ณดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา

พระพุทธองค์ก็ทรงประกาศพระพุทธคุณของมารดาแก่เทวดาสมาคม และ ได้แสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพ และ เทพยดาในเทวสมาคมได้บรรลุโสดาบันทั้งหมด จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของวันเข้าพรรษาพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ทางบันไดทิพย์ที่พระอาทิตย์ได้ทำการนิมิตถวายโดยบันไดนี้ทอดยาวจากภูเขาสิเนรุที่ตั้งสวรรค์ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ซึ่งประกอบไปด้วย บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว โดยบันไดทองนั้นใช้สำหรับเทพยดามาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ และ บันไดเงินนั้นใช้สำหรับพรมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ส่วนบันไดแก้วใช้สำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์ได้เสด็จมาถึงประตูนครสังกัสสะในเวลาเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษาพุทธศาสนิกชนที่ได้ทราบกำหนดการเสด็จกลับมาของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลาก็ได้มารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นพร้อมกับได้จัดเตรียมภัตตาหารเพื่อไปถวายด้วย

แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จนั้นมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วถึงทุกได้ทุกคน จึงจำเป็นต้องมีการเอาภัตตาหารนำไปห่อใบไม้ส่งต่อๆกันไปเพื่อเข้าไปถวาย ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมากๆก็จะทำการส่งต่อกันก็ไม่ทันใจจึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้แล้วทำการโยนไปบ้างป้าไปบ้างเข้าไปถวายเป็นโกลาหล ซึ่งถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ และ แรงอธิษฐานภัตตาหารเหล่านั้นจึงไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณี ห่อต้ม ห่อปัด ขึ้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับมาจากดาวดึงส์ เหล่าพุทธศาสนิกชนก็ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นมาประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้แล้วก็ทำการแห่การไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้นพุทธศาสนิกชนจึงได้นำเอาพระพุทธรูปนั้นยก และ ทำการแห่ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของพระพุทธองค์ โดยจะกระทำกันในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ของทุกปีและทำการสืบทอดกันจนเป็นประเพณีชักพระมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

ประเพณีลากพระจะมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ

  • ลากพระทางบก คือ การอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐานบนดมพระ หรือ บุษบก แล้วทำการแห่โดยการลากไปบนบกโดยวัดส่วนใหญ่ที่ทำการดำเนินการประเพณีลากพระนั้นจะเป็นวัดที่อยู่ไกลจากแม่น้ำลำคลอง
  • ลากพระทางน้ำ คือ การอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐานบนบุษบกในเรือแล้วทำการแทนโดยการลากไปทางน้ำซึ่งประเพณีลากพระนี้มักจะเป็นวัดที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับแม่น้ำลำคลอง

โดยก่อนถึงวันพระพระคือวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ก็จะมีการคุมพระที่วัด ซึ่งการคุมพระหมายถึงการตีพระก่อนจะถึงวันลากพระ โดยจะทำประมาณ 10 ถึง 15 วัน เพื่อเป็นการเตือนให้ชาวบ้านได้ทราบว่าจะมีการลากพระ และ เป็นการปลุกใจชาวบ้านให้กระตือรือร้นมาร่วมทำพิธีลากพระ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้มาช่วยกันเตรียมการต่างๆล่วงหน้า โดยผู้คุมพระได้แก่เด็กวัด และ ประชาชนที่อยู่ใกล้บริเวณวัด การคุมพระก็จะมีทั้งกลางวัน และ กลางคืนติดต่อกันไปจนถึงวันลากพระ ซึ่งในช่วงที่มีการคุมพระเหล่าพระสงฆ์สามเณร และ ชาวบ้านก็จะช่วยกันเตรียมเรือพระ ซึ่งถ้าเป็นเรือพระบกจะหมายถึงนมพระ หรือ บุษบก ร้านไม้ และ ผัวเฆ่ หรือ ไม้ขนาดใหญ่ 2 ท่อน ซึ่งในปัจจุบันมักใช้ล้อเลื่อน หรือ รถแทน ถ้าเป็นเรือพระน้ำก็จะหมายถึง นมพระ ร้านไม้อาจจะใช้ลำเดียว หรือ นำมาปลูกติดกัน 3 ลำเพื่อเป็นการเตรียมเรือพระ และ จะต้องทำให้เสร็จทันวันลากพระ

นอกจากจะทำการเตรียมเรือพระแล้ว การลากพระทางบกชาวบ้านก็จะทำการจัดเตรียมขบวนผู้คนเพื่อทำการลากพระและอาจจะจัดให้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเตรียมชุดเครื่องแต่งตัวเพื่อลากพระ หรือ มีชุดรำฟ้อนหน้าบริเวณเรือพระ และ หากเป็นการลากพระทางน้ำชาวบ้านก็จะเตรียมการตกแต่งเรือพาย สรรหาฝีพาย และ ทำการซ้อมเรือแข่ง

ที่สำคัญทุกครอบครัวจะต้องทำการแทงต้ม หรือ ทำต้ม หรือ ขนมต้ม โดยจะต้องทำการเตรียมหายอดกระพ้อไว้ให้พร้อมก่อนถึงวันลากพระ 2-3 วัน แล้วนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำให้อ่อนตัวทำ จากนั้นการผัดรวมกับน้ำกะทิให้พอเกือบสุก และ จึงนำมาห่อด้วยใบกระพ้อให้เป็นรูปสามมุมคล้ายกับฝักกระจับ ซึ่งจะมีลูกที่มีขนาดโต และ เล็กตามแต่ความต้องการ และ ตามขนาดของใบกะพ้อ โดยเมื่อทำการห่อเสร็จแล้วก็ให้นำไปนึ่งให้สุกอีกที ซึ่งการทำต้มดังกล่าวก็ใช้ในการใส่บาตร หรือ แขวนเรือพระเป็นพุทธบูชา

ในการลากพระจะเริ่มทำกันตั้งแต่เช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา และ จะเริ่มลากพระเป็นวันแรก ประชาชนก็จะทำการเดินทางไปวัดเพื่อนำภัตตาหารไปใส่บาตร และ จัดเรียงไว้ตรงหน้าพระลาก บางที่ก็จะอาราธนาพระลากขึ้นประดิษฐานบนนมพระ หรือ บางที่ก็รอให้พระฉันภัตตาหารเช้าเสียก่อนจึงอาราธนาได้ การตักบาตรในเช้าตรู่ของวัดบางท้องที่เรียกว่าตักบาตรหน้าล้อ และ บางท้องที่ที่วัดอยู่ติดแม่น้ำลำคลองทางวัดก็จะเตรียมรับภัตตาหารด้วยการสร้างศาลาเล็กเล็กเสาเดียวไว้บริเวณริมน้ำหน้าวัด หรือ หากมีศาลาหน้าวัดก็จะนำบาทสำหรับรับอาหารไปวางไว้เพื่อให้ประชาชนนั้นนำอาหารไปใส่บาตร โดยศาลาที่ตั้งบาทเพื่อไว้รับภัตตาหารนี้เรียกกันว่า หลาบาท เมื่อพระฉันภัตตาหารเสร็จแล้วชาวบ้านจะทำการนิมนต์พระภิกษุในวัดขึ้นนั่งประจำเรือพระพร้อมทั้งอุบาสก และ ศิษย์วัดที่จะติดตามประจำเครื่องประโคม ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ โดยชาวบ้านจะช่วยกันลากเรือพระออกจากวัดตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ และ ถ้าเป็นการลากพระทางน้ำก็จะใช้เรือพายลาก และ ถ้าเป็นการลากทางบกก็จะใช้คนเดินลากนั้นเอง