ประเพณีตักบาตรธูปเทียน มีประวัติและความเป็นมาอย่างไร?

ประเพณีตักบาตรธูปเทียน คือ การถวายธูปเทียนแด่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นประเพณีเป็นประเพณีที่ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการถวายสังฆทานในวันเข้าพรรษาในช่วง 1 ค่ำ เดือน 8 โดยการตักบาตรธูปเทียนก็จะมีขึ้นที่วัดพระมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราชเพียงแห่งเดียว แต่ปรากฏว่าเครื่องสังฆทานที่ชาวบ้านได้นำมาถวายนั้นมีมากเกินความจำเป็นจึงได้ทำการอาราธนาพระสงฆ์จากวัดต่างๆมารับเครื่องสังฆทานนั้น

ความศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้นถือได้ว่ามีความสำคัญต่อประเพณีตักบาตรธูปเทียนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประเพณีที่ควรค่าแก่การส่งเสริมให้อยู่คู่กับชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชสืบไป ซึ่งเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความยึดมั่น และ ความศรัทธาในการนับถือพระพุทธศาสนา และ ยังเป็นสิ่งที่ดีงามที่ควรค่าแก่การรักษาประเพณีนี้ไว้สืบไป

ชานครศรีธรรมราชจึงได้ทำการเตรียมมัดธูป 3 ดอก และ เทียน 1 เล่ม ไว้ด้วยกันเพื่อสะดวกต่อการตักบาตร แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ธูป และ เทียนมัดใหญ่เพื่อให้พระสงฆ์มีธูปเทียนไว้ใช้ในตลอดพรรษา และ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ไม้ขีดไฟ เพราะเป็นของเสริมเพื่อให้พระสงฆ์มีอุปกรณ์ครบรวมไปถึงดอกไม้ชนิดต่างๆ

ประเพณีตักบาตรธูปเทียน ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

เป็นประเพณีมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ เพราะเป็นประเพณีถวายสังฆทานเนื่องในโอกาสเข้าพรรษาคือวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 และ ในสมัยสุโขทัยยังได้รับการสืบทอดประเพณีด้วยดังหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่าตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์กล่าวถึงประเพณีสุโขทัยว่ามีการจุดประทีปบูชาพระบรมธาตุพระพุทธรูปถวายสังฆทานเป็นประจำปีสังฆทานที่ถวายมีหลายอย่างเช่นเทียนพรรษาผ้าอาบน้ำฝนและเครื่องบริหารอื่นๆเช่นเสื้ออาสนะยารักษาโรคตั้งเตียงและดอกไม้ธูปเทียน

ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่มีความสำคัญ และ ยังเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร ที่สำคัญประเพณีนี้เป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่ และ ยังเป็นต้นแบบที่อยู่คู่กันมากับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอีกด้วย แต่เดิมการตักบาตรธูปเทียนจะจัดกันที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเพียงแห่งเดียว แต่เมื่อครั้งที่วัดพระมหาธาตุยังไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาปรากฏว่าเครื่องสังฆทานที่ชาวบ้านได้นำมาถวายนั้นมีมากจนเกินไป แม้ว่าจะใช้ทั้งปีก็ใช้ไม่หมด จึงได้มีการอาราธนาพระจากวัดอื่นๆที่อยู่ในบริเวณรอบวัดพระมหาธาตุมาทำการรับเครื่องสังฆทานด้วย โดยทำการนิมนต์มาให้ยืนเข้าแถวยาวเหยียดที่หน้าวิหารทับเกษตร ซึ่งจะมีชาวบ้านนำเครื่องสังฆทานพร้อมทั้งดอกไม้ธูปเทียนที่ได้จัดเตรียมไว้มาใส่ลงในย่ามพระที่เรียงแถวกันอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วชาวบ้านก็จะพากันไป จุดเปรียง หรือที่เรียกว่า จองเปรียง ซึ่งเปรียงตามคำศัพท์แปลว่า ไขข้อ หรือ ไขมันสัตว์ ตามหน้าพระพุทธรูป และ ฐานเจดีย์ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยใช้วิธีในการจุดง่ายๆ คือ ใส่ด้ายดิบลงไปในภาชนะที่มีขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะได้แก่เปลือกหอยแครง แล้วทำการน้ำมันมะพร้าวหรือไขมันสัตว์ลงไปจากนั้นให้ทำการจุดไฟ

ในปัจจุบันรายละเอียดของพิธีก็ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างเช่น สถานที่ที่พระจะมารับบิณฑบาตดอกไม้ธูปเทียนนั้นนอกจากจะเป็นพื้นที่บริเวณหน้าวิหารทับเกษตรเช่นในอดีตแล้ว ยังจะต้องขยายต่อออกมาที่ร้านหน้าวัดในตัวเมืองนครรอด้วย เหตุนี้ในตอนบ่ายวันเข้าพรรษาเราก็จะเห็นพระสงฆ์จำนวนมากออกมารับบิณฑบาตดอกไม้ธูปเทียนกันเป็นทิวแถว ซึ่งดอกไม้ที่นำมาตักบาตรนั้นก็กลายเป็นดอกไม้สดที่พ่อค้าแม่ค้าจัดเตรียมมาเพื่อการนี้ แทนที่จะเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ชาวบ้านต่างคนต่างทำกันมาสำหรับวันนี้โดยเฉพาะ ซึ่งการจัดเตรียมนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยจุดในเปลือกหอย เปลี่ยนมาจุดเทียนไขแทน และ จำกัดเฉพาะในบริเวณวิหารพระม้าแห่งเดียว ซึ่งต่างจากเดิมที่เคยจุดหรือจองเปรียงกันทั่วไปทั้งจังหวัด

ความสำคัญของประเพณีนี้ คือ เป็นการทำบุญด้วยธูปเทียน และ ดอกไม้ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษาเพื่อให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาได้นำธูปเทียนเหล่านี้ไปใช้บูชาพระรัตนตรัยทั้งตลอดพรรษา 3 เดือน

พิธีกรรมจะประกอบไปด้วยพิธีตักบาตรธูปเทียน ซึ่งเป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มพิธีเข้าพรรษา โดยพิธีตักบาตรธูปเทียนจะเริ่มในตอนเวลาบ่ายโดยพระภิกษุสงฆ์ และ เหล่าบรรดาสามเณรต่างก็พากันมายืนเรียงแถวในบริเวณลานวัด โดยมีย่ามคล้องแขนอยู่ทุกรูป เพื่อทำกเตรียมบิณฑบาต จากนั้นเมื่อถึงเวลาประมาณ 16:00 น พุทธศาสนิกชนก็จะทำการนำธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และ ดอกไม้ มาใส่ในย่ามถวายพระสงฆ์ซึ่งเป็นอันเสร็จพิธี

ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงความยึดมั่นในการนับถือศาสนาพุทธ และ ยังเป็นประเพณีที่ทำให้มีความสุขกายสุขใจจากบุญกุศลที่ได้รับจากการทำบุญตักบาตรธูปเทียน พร้อมกับเป็นการอบรมให้ลูกหลานที่ได้เข้าร่วมพิธีตักบาตรธูปเทียนได้รู้จักและ เข้าใจในเรื่องของประเพณีท้องถิ่น