ประเพณีวิ่งควาย ของจังหวัดชลบุรี มีที่มาทีไปอย่างไร วันนี้มีคำตอบ

ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นยังไม่มีหลักฐานที่ปรากฏอย่างแน่ชัด แต่มีหลักฐานที่เล่าต่อกันมาว่าการเล่นวิ่งวัววิ่งควายนั้น มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการทำขวัญควาย และ มีความเชื่อกันว่าถ้าปีไหนไม่มีการวิ่งควายปีนั้น วัว ควาย จะเป็นโรคระบาด และ จะมีการล้มตายของวัวควายเป็นจำนวนมาก จึงจัดให้มีงานประเพณีสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน และแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างชาวนาไทยกับควายนั่นเอง

ประเพณีวิ่งควาย กับ ประวัติ และ ความเป็นมา

เป็นประเพณีหนึ่งเดียวของโลกที่จัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี และ ยังเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเชื่อกันว่าหากปีใดไม่มีการวิ่งควายปีนั้นวัวควายก็จะเกิดโรคระบาด และ ทำให้ตายกันอย่างมากมายแบบผิดปกติ นอกจากนี้ควายที่เจ็บป่วยระหว่างปีเจ้าของควายก็จะทำการบนบานให้หายแล้วนำมาร่วมในประเพณีนี้ด้วยเช่นกัน

คนไทยโบราณนั้นเป็นคนที่มีจิตใจดี และ เต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญู และ ความเมตตา เมื่อหลังจากที่ใช้ควายในการไถนา และทำงานในท้องนามาอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้ว เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 ก็จะทำการตกแต่งควายของตนเองให้สวยงามด้วยผ้าแพรและ ลูกปัดต่างๆ เพื่อเป็นการทำขวัญให้แก่ควายแล้วหยุดการทำนายเพื่อนำควายของตนเข้าไปในเมือง ซึ่งจะมีการพบปะเลี้ยงดูร่วมกับบรรดาชาวนาผู้ร่วมอาชีพตลอดไปจนถึงการประกวดความสมบูรณ์ และ ความสวยงามของควายที่ตกแต่งมา นับได้ว่าเป็นการสนองคุณให้แก่ควายของตนอย่างมีความสุขตามอัตภาพ และ ให้ควายได้พักผ่อนจากงานที่เหน็ดเหนื่อยในท้องนา โดยการเลือกวันขึ้น 14 ค่ำเพราะเป็นวันโกนก่อนวันออกพรรษานั่นเอง

หลังจากทำการตกแต่งควายให้มีความสวยงามดังข้างต้นแล้วทำการเทียมเกวียนบรรจุก ล้วย มะพร้าว ใบตอง และ ผลิตผลิตทางการเกษตรอื่นๆมาขายคนเมือง ขากลับก็ต้องซื้อข้าวของต่างๆเพื่อไปทำบุญเลี้ยงพระ ในวันขึ้น 15 ค่ำ และ วันออกพรรษา แรม 1 ค่ำ คนโบราณก็ถือว่าเป็นวันพระที่จะต้องทำบุญ และ ให้ควายนั้นได้หยุดพักผ่อน ซึ่งมีความเชื่อที่เล่ากันว่าในวันออกพรรษา วัดใหญ่อินทารามที่เป็นวัดที่มีความสำคัญของจังหวัดชลบุรีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ทำการจัดงานเทศน์มหาชาติขึ้นกลุ่มชาวนาจึงได้ทำการตกแต่งประดับประดาควายของตน และ เกวียนบรรทุกกันเทศมาที่วัดตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เนื่องจากในอดีตที่วัดใหญ่อินทารามนั้นมีหนองน้ำใหญ่ เจ้าของควายที่มาทำการพักแรมที่วัดก็มักจะพาควายไปอาบน้ำ และ เมื่อได้พบกันก็จะเกิดการแข่งขันควายกันในเรื่องของความแข็งแรงของควาย และ สมบูรณ์ของควาย ว่าควายของใครจะมีมากกว่ากันจึงทำให้เกิดการวิ่งแข่งควายขึ้น

กิจกรรมที่ทำในเวลาเช้าจะเป็นการจัดขบวนควายที่มีคนขี่บนหลังเป็นแถว โดยการเดินไปตามท้องถนนซึ่งเป็นการแสดงตัวให้ผู้คนได้เห็น และ เกิดความน่าสนใจ โดยการแสดงตัวให้ผู้คนได้เห็น และ เกิดความน่าสนใจในช่วงเวลาบ่ายจะมาพร้อมกันณสถานที่นัดหมายเช่น เทศบาลเมืองชลบุรี และ จะจัดงานในบริเวณสนามหน้าศาลากลางของจังหวัด โดยมีการกำหนดเส้นเริ่มออกวิ่ง และ เส้นชัย โดยควายที่แข่งขันจะยืนที่เส้นเริ่มออกวิ่ง โดยมีเจ้าของขี่อยู่บนหลัง และ เมื่อได้รับสัญญาณในการออกวิ่งแล้วควายตัวใดตัวหนึ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยก่อนก็ถือได้ว่าเป็นผู้ชนะ ซึ่งดความสนุกก็จะอยู่ที่ท่าวิ่งของควายที่ดูแปลกหูแปลกตา และ บางครั้งคนขี่ก็ลื่นตกลงมาจากหลังควาย จึงทำให้ผู้ชมนั้นได้ส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน และ อึกทึกครึกโครมกันพอดู ซึ่งการแข่งขันวิ่งควายจัดได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่ได้มุ่งแพ้ชนะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะควายไม่ใช่สัตว์ที่จะได้รับการฝึกฝนให้มาวิ่งแข่งขัน แต่การได้เข้าร่วมประเพณี และ ความสนุกสนานนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ และ หัวใจหลักของการวิ่งควายซึ่งในปัจจุบันนอกจากการวิ่งแข่งควายแล้วก็ยังมีการประกวดสุขภาพควาย และ การประกวดการตกแต่งควายประเภทสวยงาม และ ตลกขบขันอีกด้วย