ประเพณีสลากภัต คือ? พร้อมประวัติและความเป็นมา

ประเพณีสลากภัต คือ การทำบุญด้วยการถวายอาหารแด่พระสงฆ์ โดยให้พระเป็นผู้จับสลาก เมื่อจับฉลากได้ของผู้ใดก็จะได้รับอาหารจากผู้นั้น ซึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นนิยมทำบุญสลากภัตเช่นเดียวกัน แต่เรียกกันว่า บุญข้าวสลาก สําหรับสลากภัตของทางภาคเหนือ จะเรียกกันว่า ทานข้าวสลาก หรือ กิ๋นก๋วยสลากนั่นเอง

ประเพณีสลากภัต หรือ ประเพณีกิ๋นก๋วยสลาก

ในประเทศไทยมีประเพณีสลากภัตของทางภาคเหนือ ที่เรียกว่าประเพณีกิ๋นก๋วยสลาก ซึ่งมักจะปฏิบัติกันทุกปีตั้งแต่เดือน 12 ถึงเดือนยี่ ซึ่งเป็นเพราะในเวลานั้นชาวบ้านได้ทํานากันเสร็จแล้ว หยุดพักก่อน พระสงฆ์ที่จําพรรษาอยู่ในวัดไม่ได้ไปไหน โดยมีการตัวกันของคณะศรัธาทั้งหมู่บ้านก็ได้นําผลไม้ อาหารควาวหวาน รวมไปจนถึงไทยทานต่างๆไปตั้งเป็นกัณฑ์สลากเพื่อถวายแก่พระภิกษุที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆ ถือได้ว่าเป็นประเพณีใหญ่สำหรับหมู่บ้าน และ วัดนั้นๆ ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็จะมีการจัดที่แตกต่างกันไป

เมื่อวัดใดทำการจัดให้มีการถวายสลากภัตต์ มัคทายกซึ่งเป็นผู้นําก็จะทำการกําหนดวัน และ หาเจ้าภาพในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำใบเปิดไว้ หรือ ประกาศหาเจ้าภาพร่วม หากผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้ เมื่อถึงกําหนดเวลาเจ้าภาพก็จะเตรียมสํารับข้าว และอาหารเครื่องไทยทานตามกำลังของตน

จากนั้นมัคทายก ก็จะนำเบอร์มาติดที่กัณฑ์ฉลากของเจ้าภาพแต่ละคนแล้วเขียนตัวเลขให้พระจับ หากพระจับได้เบอร์อะไรของเจ้าภาพคนใดก็ไปรับกัณฑ์สลากที่เจ้าภาพคนนั้น ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้า และ พระที่นืมนต์มา สิ่งสําคัญในการทำบุญสลากภัตต์ คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับ เมื่อพระองค์ใดจับได้เบอร์ของเจ้าภาพไม่ควรแสดงยินดี ยินร้ายต่อผู้รับ ก่อนการจับสลากก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย 1 กัณฑ์ จากนั้นจึงทำการยกของประเคนตามสลาก เมื่อเสร็จแล้วพระสงฆ์ก็จะอนุโมทนา และ ให้พรแกเจ้าภาพ พร้อมกับการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอันเป็นการเสร็จพิธี

ประวัติความเป็นว่าของประเพณีสลากภัต

ในสมัยพุทธกาล ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่งมีนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มบุตรชายของเธอไว้ในออ้มอกแล้วทำการวิ่งหนีจากยักขินีผู้มีเวรต่อกัน หลายชาติแล้ว ซึ่งนางยักขินีได้ติดตามมาเพื่อทําร้ายลูกชายของนาง ซึ่งนางเห็นว่าจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงได้พาลูกวิ่งข้าไปในวัดพระเชตวัน ในพระวิหารที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางนำลูกน้อยมาวางไว้แทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า “ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าทรงหยุดพฤติกรรมแห่งการจองเวรของนางกุมาริกิ และ นางสาวยักษ์ขินีด้วยการตรัสคพสอน เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร แล้วจึงทําให้พวกนางทั้งสองเห็นถึงความผิดชอบชั่วดี นางยักขินีรับศีล 5 แล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางนั้นไม่รู้จะไปหากินอย่างไร เพราะได้ทำการรักษาศีลเสียแล้ว นางกุมาริกาจึงอาสาพานางไปอยู่ด้วย นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะจึงอยากตอบแทนคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกเรื่องราว ลมฟ้าอากาศ คือ บอกให้นางกุมาริกาไปทำนาในที่ดอนในปีฝนมาก และ ทำนาในที่ลุ่มในเวลาฝนแล้ง นางกุมาริกาจึงได้ปฏิบัติตามดั่งคำบอกกล่าวจึงทำให้มีฐานะร่ำรวยขึ้น คนทั้งหลายต่างก็พากันสงสัยจึงมาถามหาสาเหตุ นางกุมาริกาจึงบอกว่า ทั้งหมดนี้นางยักษ์ขินีได้เป็นผู้บอกกล่าวให้ คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางยักษ์ขินี และ ขอให้ทำการพยากรณ์ให้ตนบ้าง คนทั้งหลายจึงได้รับการอุปการะจากนางยักษ์ขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตามๆกันไป ด้วยความสำนึกในบุญคุณของนางยักษ์ขินี จึงได้พากันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภค อาหารการกิน เครื่องใช้สังเวยเป็นจำนวนมาก มาให้นางยักษ์ขินี ต่อมา นางยักษ์ขินีจึงนำมาทำเป็นสลากภัตต์ โดยให้พระสงฆ์กระทำการจับตามเบอร์ด้วยหลักของอุปโลกนกรรม คือ ของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือว่านั้นเป็นโชคของตน ดีหรือไม่ดี การถวายแบบจับสลากของนางยักษ์ขินีนี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัตต์ หรือ ทานสลากในสมัยพุทธกาลเลยก็ว่าได้